น้ำกะทิผสมโยเกิร์ต เครื่องดื่มที่คนญี่ปุ่นว่าดีต่อสุขภาพและช่วยลดน้ำหนักได้

น้ำกะทิผสมโยเกิร์ต เครื่องดื่มที่คนญี่ปุ่นว่าดีต่อสุขภาพ

เมื่อไม่นานมานี้มีเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นมากคือ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกะทิและโยเกิร์ตและมีขายในชื่อ COYO (コヨ) คนญี่ปุ่นเชื่อว่าการดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้บ่อยๆ จะดีต่อสุขภาพ และช่วยลดน้ำหนักได้  มารู้ประโยชน์ของเครื่องดื่มชนิดนี้ และวิธีดื่มเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักกันนะคะ

ประโยชน์ของเครื่องดื่มน้ำกะทิผสมโยเกิร์ต

ประโยชน์ของเครื่องดื่มน้ำกะทิผสมโยเกิร์ตนั้นมาจากคุณค่าทางอาหารคูณสองของโยเกิร์ตและน้ำกะทิ ซึ่งหากดื่มติดต่อกันเป็นเวลานานจะช่วยป้องกันสิวฝ้า รอยเหี่ยวย่น ผิวหนังหมองคล้ำ และช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะมีคุณค่าทางอาหารสำคัญในส่วนผสมของเครื่องดื่มดังนี้คือ

น้ำกะทิ

น้ำกะทิอุดมไปด้วยโทโคไตรอีนอล (Tocotrienols) ซึ่งเป็นวิตามินอี ชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ดี และกรดลอริก (Lauric acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัวสายกลางที่มีคุณสมบัติในการต้านการเจริญของแบคทีเรียและต้านการอักเสบของผิวหนัง ช่วยป้องกันสิวและผิวหนังขรุระ เป็นต้น อีกทั้งกรดลอริกเป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัวสายกลาง ที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ยากที่จะถูกสะสมเป็นไขมันไว้ในร่างกาย นอกจากนี้กรดไขมันชนิดนี้ยังช่วยเสริมการเผาผลาญไขมันในร่างกายด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่กำลังลดและควบคุมน้ำหนัก

โยเกิร์ต

โยเกิร์ตอุดมไปด้วยแลคติกแอซิดแบคทีเรีย ซึ่งช่วยปรับสภาพแวดล้อมในลำไส้ให้ดีขึ้น ส่งผลในการป้องกันท้องผูก เมื่อร่างกายขับถ่ายปกติก็จะช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย ส่งผลให้การผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังทำงานเพื่อผลัดเอาเซลล์เก่าทิ้งไปและสร้างเซลล์ให้ขึ้นมาทดแทนได้ดี คนที่มีระบบขับถ่ายดีจะมีผิวพรรณกระจ่างใส ไร้จุดด่างดำ

วิธีการเตรียมเครื่องดื่มน้ำกะทิผสมโยเกิร์ต

วิธีการเตรียมง่ายๆ เพียงนำกะทิ 100 มิลลิลิตรผสมกับโยเกิร์ต 200 มิลลิลิตร แล้วนำมาเขย่าให้เข้ากัน แล้วนำมาดื่มวันละ 1 ครั้ง

วิธีการดื่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมน้ำหนักและเพื่อความงาม

โดยปกติเครื่องดื่มกะทิผสมโยเกิร์ต 300 มิลลิลิตรให้พลังงานประมาณ 300 กิโลแคลอรี่ สำหรันคนที่กังวลเรื่องพลังงานก็ควรเลือกดื่มในช่วงเวลาเช้าก่อนบ่ายสามโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระบบเผาผลาญพลังงานทำงานได้ดี หากต้องการดื่มเพื่อควบคุมน้ำหนักก็ควรดื่มก่อนมื้ออาหารประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพราะสารประกอบในกะทิจะถูกสลายเป็นคีโตนบอดี้ ซึ่งช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ช่วยลดความอยากอาหารและลดปริมาณแคลอรี่ที่จะรับเข้าสู่ร่างกาย ทั้งนี้หากอยู่ในระหว่างการลดน้ำหนักก็สามารถดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้แทนอาหารมื้อเช้าได้

 

ผู้อ่านหลายคนคงแปลกใจกับเนื้อหาในบทความเรื่องการนำกะทิมาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพนี้ โดยปกติเรามักจะกังวลว่าการรับประทานกะทิแล้วจะมีผลเสียต่อสุขภาพ แต่เมื่อดูประโยชน์ของกะทิและปริมาณที่นำมาดื่มแล้ว ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมเครื่องดื่มน้ำกะทิผสมโยเกิร์ตจึงเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้

สล็อตเว็บตรง

5 ปัจจัยที่นักกำหนดอาหารญี่ปุ่นแนะว่าช่วยเสริมภูมิกันของร่างกายและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

5 ปัจจัยที่นักกำหนดอาหารญี่ปุ่นแนะว่าช่วยเสริมภูมิกันของร่างกายและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

ในยามที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดไปทั่ว นอกจากการฉีดวัคซีน ล้างมือ กลั้วคอ และสวมหน้ากากอนามัยแล้ว การรักษาภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ก็มีความสำคัญในการป้องกันและลดความรุนแรงของการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้   มารู้ 5 ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ได้ตามที่นักกำหนดอาหารญี่ปุ่นแนะนำกันนะคะ

1. ดูแลสิ่งแวดล้อมในลำไส้ให้ดี

ลำไส้เล็กเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายถึงร้อยละ 60-70 ของภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้น การดูแลสิ่งแวดล้อมในลำไส้ให้ดีจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของร่างกาย วิธีการดูแลสิ่งแวดล้อมในลำไส้ให้ดีทำได้โดยการกินอาหารที่ช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ดังนี้คือ

อาหารหมัก

โยเกิร์ต ยาคูลท์ ชีส นัตโตะ มิโซะและผักดอง เป็นต้น เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยแลคติกแอซิดแบคทีเรียซึ่งช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีของลำไส้ ตัวอย่างอาหารหมักที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้รับประทานเป็นประจำเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมในลำไส้ให้ดีคือ นัตโตะวันละ 20 กรัมหรือ 1/2 แพ็ค และโยเกิร์ตวันละประมาณ 100 กรัมหรือ 1 ถ้วยเล็ก

โอลิโกแซคคาไรด์

โอลิโกแซคคาไรด์มีอยู่มากในหอมใหญ่ รากโกะโบ หน่อไม้ฝรั่ง แอปเปิ้ล และน้ำผึ้ง เป็นต้น เป็นอาหารที่ดีที่ช่วยเพิ่มการเจริญของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้

เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้

เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้จากผักต่างๆ ได้แก่ โกะโบ บร็อคโคลี่ เห็ด กระเจี๊ยบเขียว และสาหร่ายทะเล เป็นต้น จะช่วยทำให้อุจจาระนิ่มและทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี

2. รับประทานอาหารที่ช่วยเสริมให้เซลล์ภูมิคุ้มกันแข็งแรงและทำงานได้ดี

โปรตีนคุณภาพดีจากเนื้อสัตว์ ปลา และถั่วเหลือง เป็นต้น ไม่ได้ถูกใช้เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบของอวัยวะและกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้นจึงควรรับประทานโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน พร้อมกับอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี และ อี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เซลล์และเนื้อเยื่อถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้เยื่อเมือกมีความแข็งแรงและช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว วิตามินดีซึ่งช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคได้ ตัวอย่างอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินสำคัญดังกล่าวมีดังนี้ คือ

วิตามินเอ มีมากในแครอท ฟักทอง ผักปวยเล้ง มะละกอ และมะม่วงสุก เป็นต้น อย่างไรก็ดี วิตามินเอเป็นวิตามินที่ไม่ละลายน้ำจึงไม่แนะนำให้รับประทานอาหารเสริมวิตามินเอ

วิตามินซี มีอยู่มากในมะนาวเหลือง สตรอว์เบอร์รี่ ส้ม บร็อคโคลี่ ผักกาดกวางตุ้ง และพริกหวาน เป็นต้น การรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีทั้ง 3 มื้ออาหารจะมีประสิทธิภาพสูงในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของร่างกาย

วิตามินอี มีมากในถั่วต่างๆ ฟักทอง และบร็อคโคลี่ เป็นต้น

วิตามินดี มีมากในเห็ดหอมแห้ง เห็ดไมตาเกะ เห็ดนางรมหลวง ปลาแซลมอน ปลาเล็กปลาน้อย และนม เป็นต้น นอกจากนี้การตากแดดวันละประมาณ 15-20 นาที ก็เป็นวิธีการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามินดีจากคอเลสเตอรอลได้ดี

3. เพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย

อุณหภูมิของร่างกายที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้การไหลเวียนเลือดดีและช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน อุณหภูมิร่างกายที่ลดลง 1 องศาเซลเซียสจะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของอุณหภูมิร่างกายนั้นมาจากกล้ามเนื้อ หากมวลกล้ามเนื้อในร่างกายลดลงก็จะส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายลดและทำให้ร่างกายอ่อนแอได้ง่าย วิธีการดูแลเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นทำได้ดังนี้คือ

รับประทานอาหารที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น ได้แก่ แครอท ขิง หอมใหญ่ หัวไชเท้า และฟักทอง เป็นต้น

 

หมั่นออกกำลังกายเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและช่วยคงการทำงานที่ดีของระบบการเผาผลาญพลังงาน โดยมีวิธีการออกกำลังกายง่ายๆ เช่น การเดินเร็ว การบริหารร่างกาย การออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้ออย่างง่ายและการยืดเส้นยืดสาย เป็นต้น

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับอย่างเพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมงจะช่วยป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส ช่วยให้ระดับความดันเลือดคงที่ และช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมในลำไส้ดี เป็นต้น

5. การดูแลช่องปากให้สะอาด

แบคทีเรียที่เจริญจากเศษอาหารที่ติดอยู่ที่ซอกฟันอาจจะก่อให้เกิดปอดบวมได้ การรักษาช่องปากให้สะอาดโดยการหมั่นแปรงฟันหลังอาหาร จะช่วยป้องกันการเจริญของแบคทีเรีย และอาจจะช่วยชะเอาไวรัสที่ติดเข้ามาออกจากร่างกายได้ และที่สำคัญควรใส่หน้ากากอนามัยที่สะอาดด้วย

แม้สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 จะเพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราผ่านวิกฤตินี้ไปได้คือการอยู่กับมันอย่างมีสติ การ์ดไม่ตก ดูแลร่างกายของเราและครอบครัวให้แข็งแรง และเว้นระยะห่างทางสังคมค่ะ ขอให้ทุกคนปลอดภัยมีสุขภาพแข็งแรงกันนะคะ

สล็อตเว็บตรง

เอนกประโยชน์ของเบกกิ้งโซดาและวิธีการนำมาใช้ของคนญี่ปุ่น

นอกจากการนำเบกกิ้งโซดามาใช้ประโยชน์ในการทำอาหารแล้ว คนญี่ปุ่นยังนิยมนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย มาดูกันนะคะว่าคนญี่ปุ่นนำเบกกิ้งโซดามาใช้ประโยชน์อะไรกันบ้าง

รู้จักเบกกิ้งโซดา

เบกกิ้งโซดา (Juso, 重曹) หรือโซเดียมไฮโดรเจน คาร์บอเนต เป็นสารประกอบโซเดียมที่มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนซึ่งปลอดภัยต่อสุขภาพ นอกจากนำเบกกิ้งโซดามาใช้ประโยชน์ในด้านอาหาร เช่น ทำให้ขนมอบขึ้นฟู ใช้ล้างผักและขจัดรสขมออกจากอาหารแล้ว คนญี่ปุ่นยังนิยมนำเบกกิ้งโซดามาใช้ทำความสะอาดคราบสกปรกที่เกิดจากการจับตัวของไขมันและโปรตีน เช่น คราบไคลบนเสื้อ คราบไขมันบนเตาและบนภาชนะต่างๆ รวมถึงใช้ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วย

วิธีการนำเบกกิ้งโซดามาใช้ประโยชน์ของคนญี่ปุ่น

1. ทำความสะอาดรอยไหม้ที่ติดอยู่ที่หม้อและกระทะ

หากมีรอยไหม้เล็กน้อย วิธีกาขจัดรอยไหม้ออกจากกระทะหรือหม้อทำได้โดยใช้ฟองน้ำชุบเบกกิ้งโซดาและขัดรอยไหม้เกรียมทั้งในและนอกหม้อหรือกระทะ แต่หากมีคราบรอยไหม้ในหม้อหรือกระทะแบบรุนแรง วิธีการที่ดีคือการนำเบกกิ้งโซดามาใส่ในหม้อหรือกระทะแล้วต้มจนเบกกิ้งโซดาละลายหมด วางไว้จนเย็น แล้วจึงใช้ฟองน้ำขัดเอารอยไหม้ออก

รอยไหม้ที่ก้นกระทะก่อนขัดด้วยเบกกิ้งโซดา
ก้นกระทะหลังขัดรอยไหม้ออกด้วยเบกกิ้งโซดา

2. ทำความสะอาดท่อระบายที่อ่างล้างจาน

คราบไขมันจากอาหารซึ่งไปสะสมอยู่ที่ท่อระบายจะทำให้อ่างล้างจานเกิดการอุดตันได้ วิธีการแก้ปัญหาเมื่ออ่างล้างจานอุดตันทำได้โดยโรยเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยลงไปในท่อระบายน้ำ จากนั้นจึงเทน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยลงไป ทันทีที่เทน้ำสมสายชูลงไปจะเกิดฟองซึ่งมีประสิทธิภาพในการขจัดคราบไขมันและคราบสกปรกได้ดี จากนั้นหาฝามาปิดครอบท่อระบายน้ำไว้ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำจนสะอาด วิธีการนี้นอกจากจะทำให้ท่อระบายน้ำสะอาดแล้วก็ยังช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ด้วย

3. ขจัดราตามวัสดุอุดรอยต่อของกระเบื้องเคลือบในห้องน้ำ

รามักจะขึ้นบนวัสดุอุดรอยต่อของกระเบื้องเคลือบในห้องน้ำ วิธีการขจัดเชื้อราอย่างปลอดภัยทำได้โดยนำเบกกิ้งโซดามาละลายน้ำในสัดส่วนเบกกิ้งโซดา 3 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน แล้วใช้แปรงชุบส่วนผสมและขัดลงไปบนราที่ขึ้นตามรอยต่อ จากนั้นจึงใช้น้ำล้างทำความสะอาดเพื่อขจัดราออกไป ทั้งนี้ควรจะทำซ้ำหลายครั้งเพื่อขจัดเชื้อราออกไปให้มากที่สุด

4. ขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในตู้รองเท้า

ด้วยมีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ดี คนญี่ปุ่นจึงนำเบกกิ้งโซดามาใช้ขจัดกลิ่นรองเท้าในตู้รองเท้าโดยนำเบกกิ้งโซดาประมาณ 1/2 ถ้วยใส่ลงในภาชนะ เช่น ขวดแก้ว จากนั้นปิดปากขวดด้วยผ้าฝ้ายแล้วนำไปวางไว้ในตู้ใส่รองเท้าประมาณ 2-3 เดือน นอกจากใช้ขจัดกลิ่นในตู้รองเท้าแล้วก็สามารถนำขวดใส่เบกกิ้งโซดาไปวางไว้ตามบริเวณที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ทั่วบ้าน โดยหากหยดน้ำมันหอมระเหยลงไปก็จะทำให้บ้านหอมไปพร้อมกับขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ด้วย

5. ขจัดกลิ่นเหม็นอับบนพรมหรือโซฟา

ในกรณีที่ไม่สามารถซักล้างพรมหรือเบาะโซฟาได้ วิธีการขจัดกลิ่นและฝุ่นออกจากพรมและโซฟาทำได้ง่ายๆ เพียงโรยเบกกิ้งโซดาลงไปให้ทั่ว แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นจึงใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดเอาเบกกิ้งโซดาออก

6. ขจัดคราบสกปรกออกจากไมโครเวฟ

วิธีการขจัดคราบสกปรกออกจากไมโครเวฟทำได้โดยละลายเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะลงในน้ำ 200 มิลลิลิตร นำใส่ในภาชนะทนร้อน และไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 3-5 นาที วางภาชนะไว้ในไมโครเวฟเป็นเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นจึงใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดทำความสะอาดไมโครเวฟ

 

คนญี่ปุ่นชื่นชอบในพลังของเบกกิ้งโซดามาก และนิยมนำมาใช้เพื่อเป็นทางเลือกของสารทำความสะอาดที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังมีวิธีการนำเบกกิ้งโซดามาใช้ประโยชน์อีกมากมาย แล้วจะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Ofuro de Mask จากนี้ไป ไปโรงอาบน้ำร้อนก็ใส่แมสก์ได้แล้ว!?

Ofuro de Mask จากนี้ไป ไปโรงอาบน้ำร้อนก็ใส่แมสก์ได้แล้ว!?

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน จากที่ได้เขียนถึงเรื่องของมารยาทการแช่บ่อน้ำพุร้อน โรงอาบน้ำร้อน แบบ new normal ในยุคโควิด กันไปแล้ว คราวนี้มาพูดเรื่อง “หน้ากากอนามัย” บ้างดีกว่า ปกติแล้วมันคงไม่เวิร์คที่จะใส่แมสก์ผ้าหรือแมสก์แบบใช้แล้วทิ้งอย่างที่เราใส่ๆ กันเข้าไปแช่บ่อน้ำร้อนใช่ไหมครับ แต่ก็นั่นแหละครับ เมื่อมีอุปสงค์ก็ย่อมมีช่องทางทำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้เสมอ นั่นคือ Ofuro de Mask「おふろdeマスク」

 

Ofuro de Mask ทำจากพลาสติกที่ออกแบบเว้นระยะระหว่างหน้ากากกับคาง 4 ซม. เพื่อให้สามารถหายใจได้ตามปกติ โปร่งใส เห็นสีหน้าและปากได้ มี 3 ขนาด S, M และ L ให้เลือกใช้ แถมยังเอากรรไกรเล็มให้ใส่พอดีได้ (หา) มีสายยางคล้องหูแบบรอบหลังศีรษะเหมือนแว่นตาว่ายน้ำ ปรับความยาวได้ ใช้เวลาแช่บ่อน้ำพุร้อนได้ แต่ ห้ามเอาไปใส่ตอนเข้าซาวน่า หรือดำน้ำ นะครับ

 

 

แต่บอกตรงๆ ว่า นี่เราต้องใส่แมสก์แม้แต่เวลาแช่บ่อน้ำพุร้อน จริงๆ เหรอครับเนี่ย? โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับไอ้มาตรการ new normal ใส่แมสก์ สักเท่าไหร่ เพราะการมีอะไรมาครอบปากครอบจมูกนั้น ใช่ว่าจะดีต่อสุขภาพ หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปแล้วจมูกก็พ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา แล้วมันก็วนอยู่ในแมสก์ แล้วเราก็สูดมันเข้าจมูกไปใหม่ เนี่ยนะ? ดีไม่ดีแมสก์นี่แหละตัวสะสมเชื้อโรค บางทีผู้เขียนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน บางคน (เมืองไทยนะ) วิ่งก็ใส่แมสก์ (ไม่กลัวหายใจไม่ทันออกซิเจนไม่พอแล้วน็อคเหรอ?) ขับรถนั่งในรถก็ใส่แมสก์ (รถส่วนตัวคุณเองกลัวอะไร?) อ่านเจอมาคนแก่บางคน นั่งดูทีวีอยู่ในบ้าน ยังใส่แมสก์ อย่าให้ความกลัวมันครอบงำความคิดจนขาดสติ คิดแยกแยะสถานการณ์อะไรไม่เป็น ต้องให้เขาจูงจมูก อยู่เลยครับ คนเราเป็นสิ่งมีชีวิตต้องหายใจ อย่าให้เสรีภาพในการหายใจ (มีชีวิตอยู่) ในที่ในทางของตัวเอง ถูกพรากไปอย่างโง่เขลาเพราะกระแสสังคมที่ชักนำความหวาดกลัว เลยครับ

ข้อคิดเห็นของผู้เขียนหากท่านผู้อ่านไม่พอใจก็ขออภัยด้วย “โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน” สวัสดีครับ

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

เอาชนะวันนั้นของเดือนง่าย ๆ ด้วย 6 เทคนิคบรรเทาความปวดสไตล์สาวญี่ปุ่น

เอาชนะวันนั้นของเดือนง่าย ๆ ด้วย 6 เทคนิคบรรเทาความปวดสไตล์สาวญี่ปุ่น

สาว ๆ คนไหนเคยมีประสบการณ์ปวดท้องประจำเดือนกันบ้างเอ่ย? คิดว่าคงมีจำนวนไม่น้อยแน่ ๆ บางคนโชคดี ปวดนิดหน่อยแค่พักสักครู่ก็หาย แต่บางคนกลับปวดท้องหนักมากจนต้องนอนพัก ต้องลาหยุด ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อไปฉีดยาแก้ปวดเลยก็มี วันนี้เราจะมาแนะนำเทคนิคบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนของสาว ๆ ชาวญี่ปุ่นกันค่ะ จะเหมือนหรือต่างจากไทยแค่ไหน ไปดูกันเลย !

เทคนิคที่ 1: สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

ปวดประจำเดือน

หนึ่งในสาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน คือ ร่างกายเย็นลงเนื่องจากระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี อันเป็นผลมาจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป แนะนำให้อบอุ่นร่างกายด้วยการพันผ้าห่มรอบ ๆ เอว หรือจะแปะด้วยแผ่นประคบร้อนลดอาการปวดประจำเดือนก็ช่วยได้เช่นเดียวกัน โดยแปะหนึ่งแผ่นที่บริเวณใต้สะดือ และอีกแผ่นที่จุดตัดของกระดูกสันหลังกับกระดูกสะโพก

เทคนิคที่ 2: ท่าที่ช่วยลดอาการปวด

เมื่อปวดท้อง ร่างกายก็มักจะเกิดอาการการหดเกร็ง ส่งผลให้ร่างกายเรางอคุดคู้ ยิ่งเป็นวันมามากด้วยแล้ว ตัวเรายิ่งกังวล ยิ่งเกร็งเข้าไปใหญ่ การเกร็งเหล่านี้จะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี แนะนำให้สาว ๆ ผ่อนคลายร่างกายด้วยการนั่งยืดตัวเพื่อให้กระดูกเชิงกรานตั้งตรง หันเท้าออกด้านข้าง ในท่าเหมือนกำลังขี่ม้า ก็จะช่วยลดอาการปวดลงได้ นอกจากนี้ หากปวดจนนอนไม่หลับแล้วละก็ ลองนอนหันข้างแล้วงอเข่าพร้อมกับงอหลังดู หรือใครกลัวแรงกดทับ ก็ลองเอาหมอนมาหนุนบริเวณหลังไว้ เพื่อกระจายน้ำหนักก็ได้ผลเช่นเดียวกัน

เทคนิคที่ 3: ยืดเหยียดร่างกายหรือออกกำลังกายเบา ๆ

เหยียดร่างกาย

การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเบาๆ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และยังช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้กับร่างกายเราอีกด้วย โดยสาว ๆ อาจเลือกเป็นการวิ่งเบาๆ หรือเดิน นอกจากนี้ การเล่นโยคะยังช่วยให้เราได้ยืดเหยียดกล้ามเนื้ออีกด้วย แต่อย่าหักโหมมากจนเกินไป ใครที่แค่ยืนก็ยังไม่ไหว หรือโลหิตจางก็ควรเลี่ยงไปก่อน

เทคนิคที่ 4: เลือกทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์

ควรงดกินอาหารที่มีสารกระตุ้นจำพวกคาเฟอีน อาหารรสเผ็ด ขนมหวานมัน ๆ น้ำตาลสูง ๆ หรือเครื่องดื่มเย็น ๆ ที่จะไปลดอุณภูมิร่างกายของเราที่ต่ำอยู่แล้วให้ต่ำลงไปอีก

เทคนิคที่ 5: กดจุดเพื่อบรรเทาอาการปวด

ใครลองหลายวิธีแล้วยังไม่ได้ผล ต้องลองวิธีนี้ หากปวดท้องระหว่างนั่งทำงานหรือเดินทางไปทำงาน ให้ลองกดจุดบริเวณใต้สะดือและมือ นอกจากนี้ การกดจุดบริเวณจุดตัดของนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ ไล่ไปตามแนวกระดูกนิ้วชี้ ยังมีประสิทธิภาพช่วยบรรเทาอาการปวดอีกด้วยนะ

เทคนิคที่ 6: ผ่อนคลายด้วยอโรมาเธอราพี

อโรมาเธอราพี

 

น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ช่วยผ่อนคลายอาการปวดประจำเดือนลงได้ โดยเฉพาะกลิ่นลาเวนเดอร์ คาโมไมล์ มะกรูด ฯลฯ นอกจากนี้ ครีมทามือที่มีกลิ่นหอมจากธรรมชาติ หรือชาสมุนไพรก็ยังช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้นได้อีกด้วย

จากบทความจะเห็นได้ว่า เทคนิคบางอย่างคล้ายกับที่ไทยมาก ๆ เลย ยังไงทุกคนก็ลองนำไปปรับใช้กันดูนะ แต่สุดท้ายแล้ว การปวดท้องประจำเดือนใช่สิ่งน่าอาย หากเราปวดท้องหนัก ๆ หรือสภาพร่างกายไม่พร้อมไปทำงานจริง ๆ ก็ไม่ควรฝืนหรือปิดเงียบไว้ ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออกโดยเร็วที่สุดดีกว่านะคะ

สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

5 เหตุผลห้ามให้ทิปในร้านอาหารญี่ปุ่น

5 เหตุผลห้ามให้ทิปในร้านอาหารญี่ปุ่น

ในหนังสือเที่ยวประเทศญี่ปุ่นมักเขียนเอาไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องให้ทิปในร้านอาหาร เพราะคนญี่ปุ่นคิดว่าการให้ทิปเป็นเรื่องเสียมารยาท แต่เหตุผลที่ว่านั้นอาจจะไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้องที่สุด มาดู 5 เหตุผลดังต่อไปนี้กันดีกว่า ว่าทำไมเราไม่ควรให้ทิปในร้านอาหารญี่ปุ่น

1. การให้ทิปไม่ใช่หนึ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น

 

ในหนังสือท่องเที่ยวอาจบอกว่าการให้ทิปถือเป็นการเสียมารยาท แต่แท้จริงแล้วก็ไม่เชิงว่าเป็นการเสียมารยาทเสียทีเดียว แต่เพราะมันไม่มีอยู่ในวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น ทำให้การให้ทิปนั้นมันออกจะดูแปลกประหลาดเสียมากกว่า ตัวอย่างเช่น หากเราไปซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อซื้อผักผลไม้ราคา 1,800 เยน เราให้แบงค์พันไปสองใบแล้วบอกพนักงานว่าไม่ต้องทอน แน่นอนว่าพนังงานจะรีบปฏิเสธ และรีบคืนตังค์ทอนให้คุณทันที

2. ญี่ปุ่นมีวิธีให้ทิปในแบบของตัวเอง

ที่ญี่ปุ่นคุณไม่จำเป็นต้องจ่ายเกินไปกว่ามูลค่ารวมในใบเสร็จ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าการที่คุณจ่ายเงินเต็มจำนวน จะรวมแค่ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่คุณสั่ง ในหลาย ๆ ร้านอาหารเมื่อคุณนั่งลงยังที่นั่งแล้ว ทางร้านจะนำอาหารเรียกน้ำย่อยออกมาเสิร์ฟโดยทันที ซึ่งจะเรียกกันว่า โอโตชิ ซึ่งคุณจำเป็นต้องจ่ายค่าอาหารเรียกน้ำย่อยนี้ด้วย ไม่ว่าคุณจะต้องการมันหรือไม่ก็ตาม ส่วนใหญ่โอโตชิจะมีราคาอยู่ที่ราว 500 เยนต่อคน และบางทีอาจจะแพงไปถึง 1,000 เยนเลยก็ได้

3. ร้านอาหารญี่ปุ่นมักจะหยุดทำการยาว ๆ ในช่วงบ่าย

หนึ่งในเหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายทิปให้กับพนักงาน เพราะร้านอาหารส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมักจะปิดทำการในช่วงบ่ายเพื่อให้พนักงานได้มีเวลาพัก ไม่ต้องทำงานตลอดทั้งวันแทนการทำงานหนักแลกกับทิป โดยมักจะพักในช่วงเวลา 14.00 – 18.00 น. หรือสำหรับร้านเหล้า ร้านนั่งดื่มที่เรียกกันว่าอิซากายะนั้นจะไม่เปิดเลยตลอดทั้งกลางวัน และมักจะเปิดเฉพาะในช่วงกลางคืนเสียมากกว่า

4. อาหารสำหรับพนักงาน

 

สำหรับพนักงานที่ทำงานในร้านอาหาร หนึ่งในเหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องได้รับทิปเป็นเพราะว่าทางร้านได้จัดเตรียมอาหารสำหรับพนักงานเอาไว้แล้ว โดยเรียกกันว่า มาคานาอิ ซึ่งอาหารที่พนักงานได้รับประทานนั้นก็คือเมนูใดเมนูหนึ่งที่มีอยู่ในร้านอาหารนั่นแหละ คุณภาพดีเท่ากับที่เสิร์ฟให้กับลูกค้าเลย

5. การบริการด้วยใจ ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น

สำหรับยุโรปหรืออเมริกา การให้ทิปอาจจะทำให้คุณได้รับการบริการที่ดีกว่า การให้ทิปของฝรั่งนั้นยังเป็นเครื่องวัดอีกด้วยว่าพนักงานนั้นบริการลูกค้าพึงพอใจระดับใด แต่สำหรับญี่ปุ่นแล้ว การบริการด้วยใจถือเป็นสิ่งสำคัญในงานบริการเลยทีเดียว ความภาคภูมิใจการทำงานและบริการลูกค้าถือเป็นสิ่งสำคัญในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ดังนั้นแม้จะไม่มีทิป ก็รับรองได้เลยว่าคนญี่ปุ่นจะเต็มใจบริการคุณอย่างแน่นอน          UFABET เว็บตรง

เมื่ออ่านเหตุผลครบทั้ง 5 ข้อแล้ว น่าจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจวัฒนธรรมของญี่ปุ่นได้มากขึ้นกว่าเก่า ทีนี้เราก็เข้าใจตรงกันแล้วเนอะ ว่าทำไมที่ญี่ปุ่นจึงไม่จำเป็นต้องให้ทิป 🙂

อย่าบอกว่าคุณชอบแตงโม จนกว่าจะได้ลองแตงโมสุดหวานฉ่ำจากญี่ปุ่น!

แตงโมสุดหวานฉ่ำจากญี่ปุ่น!

สำหรับเด็กๆชาวญี่ปุ่นแล้ว หากถูกถามว่าผลไม้ที่ชื่นชอบที่สุดคืออะไร? คำตอบนั้นง่ายมาก “แตงโม” แต่ไม่ใช่แตงโมธรรมดาทั่วๆ ไป ต้องแตงโมที่ปลูกในญี่ปุ่นเท่านั้น!

เราอาจจะเคยทานแตงโมจากทางยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกา ออสเตรเลีย และเอเชียนอกเหนือจากญี่ปุ่นกันมาบ้าง แต่ก็ต้องขอยืนยันว่าไม่มีแตงโมที่ไหนอร่อยชุ่มชื่นใจเท่าแตงโมของญี่ปุ่นอีกแล้ว!

ทำไมแตงโมของญี่ปุ่นจึงมีรสชาติที่เลิศล้ำมากนะเหรอ นั่นเป็นเพราะสำหรับสังคมญี่ปุ่นนั้นแตงโมนั้นไม่ได้เป็นเพียงผลไม้ตามฤดูกาล แต่ถือเป็นผลไม้ที่มีระดับ โดยคนญี่ปุ่นมักจะมอบแตงโมเป็นของแทนคำขอบคุณให้กับรุ่นพี่หรือผู้ใหญ่คนสำคัญในช่วงฤดูร้อน

ดังนั้นชาวสวนในญี่ปุ่นจึงปลูกแตงโมเสมือนดั่งอัญมณีล้ำค่าสุดแสนจะหายาก เริ่มตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุด ดินที่ดีที่สุด วิธีการตัดแต่งที่ดีที่สุด และอะไรก็ตามที่ทำให้แตงโมดูดีมีสกุลและมีรสชาติอันเยี่ยมยอด เชื่อว่าถ้าการนวดใช้ได้กับผลแตงโม ชาวสวนย่อมไม่รีรอเป็นแน่แท้

และขนาดของแตงโมก็มีให้เลือกมากมาย ที่สำคัญเนื้อของแตงโมจะเยอะมากเพราะเปลือกของแตงโมญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างบาง ไหนจะรูปทรงที่มีให้เลือกทั้งแบบพีระมิด หัวใจ หน้าคน ชาวญี่ปุ่นนั้นช่างขยันสารพัดจะสรรค์สร้างออกมาซะจริงๆ

 

แตงโมรูปทรงสี่เหลี่ยมถือเป็นแตงโมที่มีราคาสูงและขายดีที่สุด ความตั้งใจแรกของการปลูกแตงโมรูปทรงสี่เหลี่ยมก็คือมันเหมาะกับการเก็บรักษาในตู้เย็นเล็กๆ โดยแตงโมจะถูกนำไปปลูกในบรรจุภัณฑ์ที่มีรูปทรงต่างๆ กันเพื่อให้แตงโมเติบโตขึ้นตามรูปทรงของบรรจุภัณฑ์นั้นๆ

 

ส่วนแตงโมสีดำที่ปลูกขึ้นในเมืองโทมะ เกาะฮอกไกโด นั้นขึ้นชื่อมากในเรื่องของความหวาน เมื่อเทียบกับแตงโมญี่ปุ่นทั่วไปที่ก็ขึ้นชื่อในเรื่องของความหวานอยู่แล้ว

 

 

นอกจากแตงโมจะถือว่าเป็นของขวัญแล้ว การเล่นปิดตาตีแตงโมในฤดูร้อนของญี่ปุ่นก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ ถ้าจะผ่านฤดูร้อนแบบญี่ปุ่นให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบละก็ จงอย่าได้พลาดเกมนี้เด็ดขาด      สล็อตเว็บตรง

ถอนฟันไม่ใช้ยาชา!? ประวัติศาสตร์ทันตกรรมน่ารู้ในสมัยเอโดะ

ถอนฟันไม่ใช้ยาชา!? ประวัติศาสตร์ทันตกรรมน่ารู้ในสมัยเอโดะ

การดูแลสุขภาพฟันที่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเราในปัจจุบัน แต่มนุษยชาติได้คิดค้นวิธีการดูแลรักษาช่องปากมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชนชาติญี่ปุ่นเองก็เช่นกัน ในบทความนี้ เราจะมาดูเรื่องราวการรักษาทางทันตกรรมในสมัยเอโดะ ว่าในสมัยอดีต คนญี่ปุ่นเขาทำฟันกันอย่างไร

ก่อนจะไปถึงสมัยเอโดะ ผู้คนในอดีตก็มีอาการปวดฟันและมีปัญหาในช่องปากกันเป็นปกติ ในสมัยนารา การรักษาช่องปากจะรวมอยู่ในแผนกเดียวกับการรักษาหูและตา ยังไม่ได้แยกออกมาเป็นการรักษาเฉพาะทาง แต่เมื่อมาถึงในสมัยเฮอัน แผนกช่องปาก (หรือที่เรียกว่าทันตกรรม) ก็ได้แยกออกมา แต่จะรักษาเพียงแค่ชนชั้นสูงเท่านั้น

Sugita Genpaku นักวิชาการและนักฟิสิกส์ชาวญี่ปุ่น
หนังสือกายวิภาค Kaitai Shinsho

เมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะ Sugita Genpaku (杉田玄白) นักวิชาการและนักฟิสิกส์ชาวญี่ปุ่นได้แปลและตีพิมพ์หนังสือกายวิภาค Kaitai Shinsho (解体新書) ทำให้ศาสตร์ทางกายวิภาคในญี่ปุ่นก้าวหน้าไปมาก แต่สำหรับด้านทันตกรรมนั้นยังไม่มีความก้าวหน้ามากนัก ศาสตร์ในการรักษาโรคทางช่องปากยังคงเป็นการสืบสานต่อกันภายในครอบครัวจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ยิ่งไปกว่านั้น การรักษาโรคทางช่องปากก็ยังคงจำกัดเฉพาะพวกโชกุนและผู้คนในราชสำนัก ส่วนสำหรับชาวบ้านตาดำ ๆ นั้น จะอาศัยคนที่มีอาชีพที่เรียกว่า Hanukishi (歯抜き師) หรือหมอถอนฟัน และ Irebashi (入れ歯師) หรือหมอฟันปลอม

ด้วยความที่เทคโนโลยีทางทันตกรรมยังไม่พัฒนา หากเกิดอาการปวดฟันขึ้นมาก็มีแต่ต้องถอนออกเท่านั้น ซึ่งจะทำโดยคนที่เป็นหมอถอนฟัน โดยส่วนใหญ่จะใช้อุปกรณ์ที่ลักษณะคล้ายคีมหนีบและดึงฟันออกมา จริง ๆ แล้วในเวลานั้นก็มียาชาที่สามารถทาบนเหงือกได้ แต่บางครั้งก็มีการถอนแบบสด ๆ โดยไม่ใช้ยาชา ทำให้ต้องรีบใช้เวลาถอนฟันออกให้เร็วเพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บนาน คนที่ใช้บริการถอนฟันก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ประชาชนชาวบ้านทั่วไป นักแสดงตลก ไปจนถึงอาชีพนักดาบ

ในส่วนของหมอฟันปลอมนั้น ก่อนสมัยเอโดะ ว่ากันว่าพระสงฆ์ที่สร้างพระพุทธรูปก็สามารถทำฟันปลอมได้ด้วย เมื่อเข้าสมัยเอโดะจึงถือกำเนิดเป็นอาชีพความชำนาญพิเศษ วิธีการทำคือจะวัดขนาดคางของผู้ป่วยเพื่อให้ได้ฟันปลอมที่ไซส์ตรงกับคนคนนั้น วัสดุที่ทำจะนิยมใช้ไม้จากต้น Japanese Boxwood และผลิตออกมาอย่างพิถีพิถัน นอกจากนี้ยังมีอาชีพเสริมคือขายยาแก้ปวดฟันที่มีส่วนผสมของงา สารส้ม และกำยาน

ในกรณีที่ไม่ต้องการพึ่งหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ ก็อาศัยมนต์คาถาและการรักษาแบบพื้นบ้าน หรือบางคนก็ไปไหว้ขอพรเทพเจ้าแห่งฟันที่ประดิษฐานอยู่ตามวัดและศาลเจ้าต่าง ๆ ใครที่ต้องการไปไหว้ขอพรให้สุขภาพฟันแข็งแรงบ้าง ในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ที่ศาลเจ้าฮาคุซัง ในเขตบุงเคียว กรุงโตเกียว อีกทั้งที่นี่ยังมีการจัดงานทำบุญแปรงสีฟันอีกด้วย โดยให้นำแปรงสีฟันเก่าที่ไม่ใช้แล้วไปใส่ไว้ในกล่องทำบุญ เราก็จะได้รับแปรงสีฟันอันใหม่มาแทน

 

 

 

พูดถึงการทำฟันในสมัยโบราณก็น่ากลัวเหมือนกันนะคะ โชคดีมาก ๆ ที่เราเกิดมาในสมัยที่มีเทคโนโลยีทางด้านทันตกรรมก้าวหน้าและสะดวกสบาย ไม่งั้นมีหวังคงต้องทนโดนถอนฟันแบบเจ็บ ๆ โดยไม่มียาชาแน่เลย ^^      สล็อตเว็บตรง

สดชื่นทันทีหลังดื่ม! เครื่องดื่มยอดนิยมจากญี่ปุ่น “โพคารี่สเวท” ขวดนี้ที่ณเดชน์เลือก!

อากาศร้อนจัดในฤดูร้อนอาจทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงจนเกินไปและเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะขาดน้ำในร่างกาย ดังนั้น “เครื่องดื่มชดเชยเกลือแร่” จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการชดเชยการสูญเสียน้ำในร่างกาย ให้คุณรู้สึกสดชื่นทันทีหลังดื่ม และ “โพคารี่สเวท” คือหนึ่งในเครื่องดื่มเกลือแร่ตัวช่วยสำคัญของคนรักสุขภาพมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่น ที่เราอยากแนะนำให้คุณได้รู้จัก

ทำไมต้อง “โพคารี่สเวท”

เพราะในร่างกายของเราประกอบไปด้วยของเหลวที่ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำ แต่ยังประกอบไปด้วยไอออนต่าง ๆ เช่น โซเดียม ฯลฯ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เหงื่อของเรามีรสเค็มนั่นเอง ดังนั้น การที่เราเสียเหงื่อเป็นจำนวนมากจะทำให้ร่างกายของเราสูญเสียน้ำไปพร้อม ๆ กับโซเดียมในร่างกาย ทำให้ร่างกายสูญเสียความสมดุลของไอออนและส่งผลต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต

และ “โพคารี่สเวท” เป็นเครื่องดื่มที่มีองค์ประกอบของไอออนใกล้เคียงกับของเหลวในร่างกายเรา ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำและปรับตัวจากการสูญเสียน้ำและโซเดียมได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้ง ยังมีช่วยรักษาความชุ่นชื่นของร่างกายไว้ได้นานอีกด้วย

ควรดื่ม “โพคารี่สเวท” เวลาไหน?

นอกจากการดื่มเครื่องดื่มชดเชยเกลือแร่ในวันที่อากาศร้อนจัดและสูญเสียเหงื่อมาก ๆ แล้ว “โพคารี่สเวท” ยังเหมาะที่จะดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา เช่น

ก่อนนอนและหลังตื่นนอน

คุณทราบหรือไม่ว่ามนุษย์เราสูญเสียเหงื่อในร่างกายไปเกือบ 500 มิลลิลิตรในระหว่างนอนหลับ การดื่ม “โพคารี่สเวท” ก่อนนอนจะช่วยเติมเต็มน้ำและไอออน (อิเล็กโทรไลต์) เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำล่วงหน้าในระหว่างหลับ และยังมีส่วนช่วยในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีอีกด้วย

อีกทั้ง เราไม่สามารถเติมน้ำเข้าสู่ร่างกายในระหว่างที่เรานอนหลับราว 8 ชั่วโมงต่อวันนั้นได้ จึงทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะกระหายน้ำหลังจากตื่นนอน การดื่ม “โพคารี่สเวท” หลังตื่นนอนทันทีจะทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่เสียไปได้ง่ายขึ้น และส่งผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย

ก่อนหรือหลังแช่น้ำร้อน

เวลาที่เราแช่น้ำเพื่อความผ่อนคลายนั้น เราอาจไม่รู้ตัวว่าร่างกายของเราก็เสียเหงื่อไปไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแช่น้ำร้อนแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่าโอฟุโระ ที่เพียง 1 ครั้งที่อุณหภูมิ 41°C เป็นเวลา 30 นาที ร่างกายจะขับเหงื่อออกมาประมาณ 800 มิลลิลิตร ในขณะที่ร่างกายค่อย ๆ อุ่นขึ้น ทำให้เป็นสาเหตุให้ร่างกายขาดน้ำได้ การดื่ม “โพคารี่สเวท” ก่อนหรือหลังแช่น้ำร้อนจึงสามารถช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำได้

ระหว่างออกกำลังกาย

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าของเหลวที่ออกมาในรูปของเหงื่อไม่ได้มีแค่น้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแร่ธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย ดังนั้นการดื่มน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างที่เราออกกำลังกายหนัก ๆ และเสียเหงื่อมาก “โพคารี่สเวท” จึงเหมาะสำหรับดื่มเพื่อคงไว้ซึ่งศักยภาพของร่างกายในระหว่างการออกกำลังกาย

เวลาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

มีผลวิจัยออกมาว่าเมื่อเราดื่มเบียร์ 1,000 มิลลิลิตร เราจะปัสสาวะมากกว่าเบียร์ที่ดื่มไป 1,100 มิลลิลิตร  นอกจากนี้เรายังจำเป็นต้องดื่มน้ำในปริมาณมากเพื่อสลายแอลกอฮอล์ในร่างกาย คนที่เคยดื่มแล้วเช้าวันต่อมารู้สึกกระหายน้ำ นั่นเป็นเพราะว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะขาดน้ำได้ง่ายกว่าปกติ การดื่ม “โพคารี่สเวท” จึงช่วยเติมน้ำให้ร่างกายในเวลานี้ได้

ระหว่างเดินทางด้วยยานพาหนะต่าง ๆ

เวลาที่เราต้องเดินทางนาน ๆ ไม่ว่าโดยเครื่องบิน รถยนต์ หรือรถไฟก็ตาม เราอาจดื่มน้ำน้อยลงเพื่อลดความกังวลในการเข้าห้องน้ำ แต่อาจทำให้เราขาดน้ำโดยไม่รู้ตัวได้ นอกจากนี้การเดินทางบนเครื่องบินที่สภาพอากาศแห้งกว่าปกติเป็นเวลานานก็อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น อาการแน่นหน้าอกหรือหายใจลำบาก ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากความดันโลหิตต่ำอันเป็นผลมาจากการขาดน้ำ เครื่องดื่ม “โพคารี่สเวท” จึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันความดันโลหิตต่ำลงเมื่อร่างกายขาดน้ำได้

ระหว่างการทำงานออฟฟิศ

การทำงานออฟฟิศหน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องแอร์เป็นเวลานาน ๆ จะทำให้ผิวแห้ง จากแบบสอบถามระยะเวลาที่สาวออฟฟิศในประเทศญี่ปุ่นต้องนั่งทำงาน (ช่วงอายุ 20 และ 30 ปี) พบว่า 77.1% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องนั่งทำงานบนโต๊ะนานกว่า 2 ชั่วโมงขึ้นไป และส่วนใหญ่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ เพราะการนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ จะส่งผลเสียต่อระบบทางเดินของเลือด และทำให้คุณรู้สึกตัวช้าเมื่อร่างกายขาดน้ำ ดังนั้นจึงควรมีเครื่องดื่ม “โพคารี่สเวท” ไว้ติดโต๊ะทำงานของคุณและดื่มน้ำให้เป็นเวลา รวมถึงการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับหนุ่มสาวทำงานออฟฟิศ

ป้องกันโรคลมแดด

 

โรคลมแดดเกิดจากการที่น้ำและเกลือแร่ เช่น โซเดียมในร่างกายเสียสมดุล หรือการที่ร่างกายไม่สามารถปรับอุณหภูมิให้ต่ำลงท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดได้ ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่เราสามารถเรียนรู้วิธีป้องกันโรคลมแดดรวมถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการดื่ม “โพคารี่สเวท” เพื่อเติมน้ำและแร่ธาตุที่จำเป็นเข้าสู่ร่างกาย

ระหว่างฤดูกาลที่อากาศแห้งและเย็น

ในฤดูหนาวที่อากาศแห้งและเย็น ร่างกายของเราจะแห้งกว่าปกติ ทำให้ต้องหมั่นเติมความชุ่มชื้นทั้งภายในและภายนอก เพราะแม้ว่าเหงื่อจะไม่ออกมากเหมือนฤดูร้อนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะมีน้ำเพียงพอ ดังนั้นในเวลานี้เราก็สามารถดื่มเครื่องดื่ม “โพคารี่สเวท” เพื่อป้องกันผิวแห้งและร่างกายขาดน้ำได้เช่นกัน

ความหวานในเครื่องดื่ม “โพคารี่สเวท”

“โพคารี่สเวท” มีส่วนประกอบของน้ำตาลเพียง 5.7% ซึ่งเป็นปริมาณความเข้มข้นของน้ำตาลที่ลำไส้สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว อีกทั้งยังไม่ใส่วัตถุกันเสีย ไม่ใส่สีสังเคราะห์ จึงปลอดภัยต่อร่างกาย

สมาคม Japan Sport Association ประเทศญี่ปุ่น ได้เขียนไกด์บุ๊คเกี่ยวกับการป้องกันภาวะการขาดน้ำระหว่างออกกำลังกายไว้ว่า “ในกรณีที่ออกกำลังกายเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป การทดแทนด้วยเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลราว 4-8% ผสมอยู่นั้น ไม่เพียงแค่ช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำในร่างกาย แต่ยังช่วยป้องกันอาการอ่อนเพลียจากการออกกำลังกายได้อีกด้วย”

การดื่มเครื่องดื่มคุณภาพอย่าง “โพคารี่สเวท” ในตอนที่ร่างกายเสียเหงื่อมาก ๆ ไม่ว่าจะจากการออกกำลังกายหรือในวันที่อากาศร้อนจัด นอกจากจะเป็นตัวช่วยในการเติมเต็มพลังงานของร่างกายแล้ว ปริมาณน้ำตาลใน “โพคารี่สเวท” ยังถูกคิดค้นมาให้เหมาะสมและสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้คุณสดชื่นทันทีหลังดื่ม!

สำหรับชาวไทยที่อยากสดชื่นไปกับประโยชน์ดี ๆ ของเครื่องดื่มชดเชยเกลือแร่ “โพคารี่สเวท” ก็มีจำหน่ายแล้วที่ 7-Eleven รวมทั้งห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่ FamilyMart, UFM Fuji Super, MaxValu, Tesco Lotus, Tops Market, Central Food Hall, Gourmet Market, Home Fresh Mart, Makro, Villa Market, Foodland, Tsuruha, Jiffy, Watsons, Lawson108 & 108 Shop, BluePay และ CJ Ecpress        สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

รู้ไหม? “เต้าหู้คินุ” กับ “เต้าหู้โมเมน” แตกต่างกันอย่างไร

รู้ไหม? “เต้าหู้คินุ” กับ “เต้าหู้โมเมน” แตกต่างกันอย่างไร

ในญี่ปุ่นมีเต้าหู้ขาวสองชนิดที่เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่นได้แก่ เต้าหู้คินุ  (Kinugoshi Tofu, 絹ごし豆腐) และเต้าหู้โมเมน (Momen Tofu, 木綿豆腐) มารู้กันนะคะว่าเต้าหู้ขาวทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร

1. วิธีการผลิตที่แตกต่างกัน

เต้าหู้คินุมีกระบวนการผลิตโดยการนำนมถั่วเหลืองที่มีความเข้มข้นสูงกว่าปริมาณที่ใช้ผลิตเต้าหู้โมเมนมาเติมสารละลายนิการิ (Nigari) ซึ่งมีส่วนประกอบหลักของแมกนีเซียมคลอไรด์ จากนั้นจึงเทส่วนผสมลงในแม่พิมพ์ แมกนีเซียมคลอไรด์จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนในถั่วเหลือง ส่งผลให้เกิดเป็นเต้าหู้นิ่มที่มีลักษณะพื้นผิวเรียบเนียนและมีรสสัมผัสอ่อนนุ่ม

เต้าหู้คินุ

ส่วนเต้าหู้โมเมนนั้นมีกระบวนการผลิตจากการนำสารละลายนิการิมาผสมกับนมถั่วเหลืองและเทลงไปในพิมพ์ที่ปูไว้ด้วยผ้าฝ้ายและปิดทับด้วยผ้าฝ้ายอีกชั้น รอจนเต้าหู้แข็งตัวแล้วจึงใช้ของหนักกดทับรีดน้ำออกจากเต้าหู้ผ่านรูที่เจาะไว้ที่แม่พิมพ์ ทำให้เต้าหู้มีเนื้อสัมผัสแข็งและมีรอยของผ้าติดอยู่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเต้าหู้โมเมน

เต้าหู้โมเมน
วิธีการทำเต้าหู้โมเมน

2. เนื้อสัมผัสและวิธีการนำมารับประทานต่างกัน

เต้าหู้คินุมีเนื้อสัมผัสนิ่ม ซึ่งคนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานสดกับโชยุและเครื่องเคียงต่าง ๆ นำไปทอด หรือนำไปใส่ในซุปมิโสะ เป็นต้น

ซุปเต้าหู้คินุกับผัก
เต้าหู้คินุสดกับเครื่องเคียง
เต้าหูคินุทอด

ส่วนเต้าหู้โมเมนนั้นมีเนื้อสัมผัสแน่นและอุดมไปด้วยรสชาติ คนญี่ปุ่นนิยมนำไปทำเมนูอบ ทอด ต้ม รวมถึงการนำไปเป็นส่วนผสมของสเต็กและแฮมเบอร์เกอร์จากเต้าหู้ เป็นต้น

เมนูหม้อไฟญี่ปุ่นใส่เต้าหู้โมเมน
ผัดมะระญี่ปุ่นกับเต้าหู้โมเมน

3.  คุณค่าทางอาหารแตกต่างกัน

เต้าหู้โมเมนผ่านกระบวนการผลิตที่กดให้น้ำออกจากเต้าหู้ ทำให้มีปริมาณโปรตีน แคลเซียม และธาตุเหล็กสูงกว่าเต้าหู้คินุประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเต้าหู้คินุซึ่งมีกระบวนการผลิตที่คงน้ำในเต้าหู้ไว้ แม้จะมีปริมาณโปรตีน แคลเซียม และธาตุเหล็กต่ำกว่าเต้าหู้โมเมน แต่มีวิตามินและโพแทสเซียมสูงกว่า เมื่อรับประทานสดเป็นประจำจะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและป้องกันไม่ให้หงุดหงิดง่าย      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

 

ความแตกต่างของเต้าหู้คินุและโมเมนนั้นไม่ได้มีเพียงเนื้อสัมผัสและวิธีการทำเท่านั้น แม้แต่คุณค่าทางอาหารก็ยังแตกต่างกันด้วย เต้าหู้ทั้งสองชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก การเลือกรับประทานเต้าหู้นั้นขึ้นกับความชอบและคุณค่าทางอาหาร แต่หากต้องการรับประทานเพื่อให้รู้สึกมีความสุข ไม่หงุดหงิดง่ายก็ขอแนะนำเต้าหู้นิ่มคินุค่ะ